มิจจี้-ปาป๊าไหนว่าจะเลิกอัพบลอคไร้สาระเเล้วไงคะ

หมา-หา......อะไรนะ..................

มิจจี้-ก็ ปาป๊าบอกว่าหลังจากนี้จะวาดการ์ตูนลงบลอคเเลวก็

เลิกพล่ามไร้สาระในบลอคเเล้วไงคะ

หมา-......หา............อะไรนะ

มิจจี้......................(กะเเล้ว.....)

 

--------------------------------------------------------

เรียน!? 

เอ่อ การเรียนพิเศษวิชาละ2ชั่วโมงวันละ3วิชานี่มันเหนื่อยปานนี้เชียวเหรอ

เรียนไม่เท่าไร เหนื่อยตรงไปเรียน

3ที่ 3ทิศ รถก็ไม่มี

อาศัยเดิน+รถเมล์

(เดินเป็นหลัก)

(เดินเเบบ ชนิดที่ว่าเพื่อนบางคนขับรถไปยังขี้เกียจเเต่หมามันเดิน)

 (คิดว่าผมเป้นคนที่เดินเยอะที่สุดในชั้นปีเเล้วล่ะครับ....)

ปวดหลังเป็นบ้าเลย

วันจันกับอังคารอาจจะไม่เห็นหัวผมนะครับ

เพราะผมจะนอคซะเปนส่วนมาก

ก็เรียนถึง3ทุ่มนี่นา

วันนี้เกือบนอคเเล้วครับ

เเถมผมเป้นพวกโรคจิต เป็นพวก เดินหลังโก่งเเต่

นั่งหลังตรง(เเด่ว)ครับ

"ปวดหลังชะมัดยาก"

-----------------------------------------------

 ขี้โรค!?

รู้สึกเดี๋ยวนี้หมาจะขี้โรคกว่าเดิม

เหมือนร่างกายทรุดไปเยอะเลย

ตอนนี้ปวดท้องอยุล่ะ...

เวลาหัวเราะ หัวเราะมากๆไม่ได้ หน้ามืด - -''

อย่าเดินเข้าออกร่มกับเเดดบ่อยๆ ทรุดเลย(อาการยิ่งกว่าหน้ามืด)

อย่าเข้าห้องเเอร์เเล้วออกมาตากเเดด ไข้ขึ้นทันที

จากปรกติ ผมเป็นคนทานมาม่าไมได้อยู่เเล้ว

จะเกิดอาการผิดปรกติกันท้องทันที ไม่ทางใดก็ทางนึง

(อย่างน้อยก็ท้องโครกครากกกกทันทีที่กิน)

เเต่จะมีข้อยกเว้นคือ มาม่าต้มที่ ต้มเส้นเเยกเเล้วเทน้ำทิ้ง

เเลวต้มอีกครั้งพร้อมเครื่องครึ่งซอง เเละผัก

อันนั้นพอทานได้

เเต่ตอนนี้ผมทานไม่ได้เลยครับ

อาการเดียวกันหมด

วันนี้ไปเสี่ยงเซียมซี ผมเกือบเป็นลมคาเซียมซีเเล้วครับ

ครั้งเเรก จับกระบอกเซียมซีขึ้นมา

เขย่า....

ลงไปทั้งกระบอก....กำเลย

เลยเปลี่ยนกระบอก เขย่าๆ....

เขย่าๆ...

เขย่าๆ..

...

..

เขย่า~

"ทำไมไม่หล่นล่ะคร้าบบบบบบ"

ลมเเทบจับครับ เคยเห็นคนเสี่ยงเซียมสียังไม่เสร็จเเล้ว

ต้องพักเพราะหน้าซีด หมดเเรง เหนื่อยหอบไม๋ครับ

....

( /*ชี้)

อยู่ตรงนี้นี่ไง......

จากคำบอกเล่าของเพื่อน

"....เอ่อ หมา เเกไปตรวจโรคซะทีเถอะว่ะ ตอนเเกเขย่าเซียมซีนะ เค้าใจจะขาด

กลัวเเกเป้นลม อย่างกะคนเป็นโรคหัวใจเสี่ยงเซีมซี"

เเล้วก็หลังมานี่ผมตัว

"ซีด"

กว่าเดิมเยอะเลยครับ

ขอบคุณ เบอรี่ปั่นอนุโมทนาจาก น้องหน่อยนะครับ

ต่อชีวิตผมไปได้พักนึงเลยล่ะ

เพราะตอนผมเรียนคณิต ทรุดหมดครับ ล้ามาก

ปวดหัว อยากอวก หมดเเรง

ได้ เบอรี่ปั่นเเล้วค่อยยังชั่ว - -

(ไม่มีตังคืนหรอกนะ.........)

อาจจะเพราะช่วงนี้ผมไม่ได้ทาน

วิตมิน โปรตีน เเล้วก็พวกเครื่องดื่มมอลด้วยล่ะมั้งครับ

(ปรกติมันต้องกิน)

เเถมนอนดึกด้วย

เลยทรุดไปนิดหน่อย

จะพยายามดูเเลตัวเองให้มากกว่านี้นะครับ

ขอบคุณ ทุกคนที่เป็นห่วงนะครับ

โดยเฉพาะ

เเอ๊บบี้...อยากบอกเเกมากเลย

"ขอบคุณที่เป็นห่วง......"

เเล้วก็สำคัญที่สุด

"เงิน25บาทน่ะ....ติดไว้ก่อนนะ"

-----------------------------------------------------------------

เอ่อ ผมเคยเผลอหลุดบอกเซจี้ว่า ผมจะเล่าประวัติให้ฟังสินะ

เอาคร่าวๆละกัน

วันนั้นเป็นวันที่ฝนตก ท่ามกลางเสียงฝนที่โปรยปรายลง บริเวณจุดรอรถโดยสารประจำทา
ง ยังมีเสียงครางเล็กๆของเหล่าลูกสุนัข....มันเป็นเสียงแรงแห่งชีวิตของลูกสุนัขเหล่านั้น ผมเอง...ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ทว่า....เสียงของผมกลับไม่เหมือนกับลูกสุนัขตัวอื่น

“.......แอะ.......อุแว๊......อุแว๊”เสียงแรกของผมค่อยๆเปล่งออกมาจากลำคอ และ...แผดก้องไปทั่วบริเวณนั้น (หมา:ไม่รุจะใช้ว่าไรใช่อุแว๊นี่แหละเป็นเสียงเด็กทารกสุดแล้วอ่านแล้วอย่าขำนะ-///-)
ที่นี่...ที่ไหน......ผมค่อยๆขยับร่างกายทีละน้อย ร่างกายของผมในตอนนี้มันช่าง ไร้เรี่ยวแรงเสียเหลือเกิน ในขณะที่ผมเริมรู้สึกได้...ร่างของผมเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ....เสียงของผม....ค่อยๆหายไป.........หนาว...หนาวเหลือเกิน......

ทันใดนั้นแสงไฟก็ได้สาดมาที่ร่างกายของผม!?
“เอลลี่! ลูกหมาล่ะ ลูกหมาเต็มไปหมดเลย”

“คุณหนูคะ อยู่ๆก็ลงมาแบบนี้ไม่ได้นะคะ ประเดี๋ยวตัวเปียกก็ได้เป็นหวัดกันพอดี”หญิงสาววัยกลางคนคนหนึ่งรีบร้อนลงมาจากรถ พร้อมกับร่มสีชมพูลายกระต่ายแสนน่ารักที่เข้ามากางให้กับเด็กหญิงที่ลงมาในตอนแรก

“เอลลี่ดูนี่สิ เจ้าพวกนี้น่ารักจัง 1..2..3...4..5....... 5ตัวแหนะ”เธอได้อุ้มพี่น้องของผมขึ้นมาตัวหนึ่ง อย่างเอ็นดู

“ว้าย!คุณหนู นั่นลูกสุนัขแรกเกิดนี่นา! สกปรก รีบวางลงเร็วเข้า”

“...ฝนก็ตก อากาศเย็นออกอย่างนี้ ถ้าทิ้งเอาไว้มันคงไม่รอดแน่”เธออุ้มพี่ๆน้องๆของผมเข้ามารวมๆกันไว้ข้างหน้าของเธออย่างช้าๆ

“คุณหนูคงไม่ได้คิดจะ......เอาพวกมันกลับไปที่บ้านหรอกนะคะ ถ้าแม่มันมาเห็นเข้าจะทำยังไง ลูกสุนัขน่ะยังไงก็ต้องอยู่กับแม่นะคะ”คุณพี่เลี้ยงเหมือนจะพยายามหาเหตุผลสารพัดสารเพมาเพื่อเกลี้ยกล่อมให้เด็กหญิงเลิกล้มความตั้งใจ

“.......แม่มันก็อยู่นั่นไง.........”เธอนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะชี้ไปที่ร่างของสุนัขตัวหนึ่งที่นอนอยู่ไม่ไกลนัก แต่....ร่างนั้นช่างเงียบสงบ และเย็นเฉียบ เธอลุกขึ้นและสาวเท้าเข้าไปใกล้อย่างช้าช้า

“คุณหนู อย่าเข้าไปนะคะ!!”

เด็กหญิงนั่งลงข้างๆร่างอันนิ่งสงบของแม่สุนัข มือน้อยๆค่อยๆวางลงบนร่างนั้น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา

“แม่ของเด็กพวกนี้.......ไม่อยู่แล้วล่ะ”

พี่เลี้ยงนิ่งไปพักหนึ่งก่อนที่เธอจะได้ขยับริมฝีปากนั้น

“เด็กพวกนี้ต้องการแม่นะ เอลลี่......เด็กพวกนี้...เหมือนกับ.....ชั้น.....ถ้าทิ้งพวกเค้าไว้พวกเค้าต้องตายแน่.......จะปล่อยให้เป็นอย่างนั้นเหรอ”เธอเดินกลับมาที่เหล่าพี่ๆน้องๆของผมอีกครั้ง

“.......”

พี่เลี้ยงนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะถอนใจ “ก็ได้ค่ะ....แต่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นนะคะ จากนี้ห้ามเก็บตัวอะไรกลับไปที่บ้านอีก ไม่อย่างนั้นเกรงว่าคุณพ่อท่านจะว่าเอาได้นะคะคุณหนู”

เด็กหญิงเผยยิ้ม ก่อนจะใช้กระโปรงของเธอ เช็ดตัวให้เหล่าลูกสุนัขแรกเกิดนั้น พร้อมทั้งอุ้มมันขึ้นไปบนรถ ก่อนจะสั่งให้คนขับรถช่วยนำร่างของแม่สุนัขกลับไปด้วย เพื่อที่เธอจำนำร่างนั้นไปฝังที่สวนด้านหลังบ้านของเธอ

ขณะที่เธอกำลังจะหันหลังกลับขึ้นไปยังรถคันหรูนั้น

.....จะพาพี่น้องของผมไปไหนน่ะ....แม่......แม่ล่ะ....จะพาแม่ของผมไปไหน....เดี๋ยวก่อน......เดี๋ยว

“อุแว๊~” เสียงของผมก็แผดขึ้นอีกครั้ง

“เด็ก...ทารก”ริมฝีปากเล็กๆของเธอขยับเบาๆ เมื่อเธอมองเห็นสิ่งหนึ่ง......ที่ซ่อนอยู่ไม่ไกล บริเวณพุ่มไม้ใกล้ๆกับร่างของแม่สุนัข

...............
............................
...............................................

...ผมค่อยๆรู้สึกตัวอีกที ในห้องที่แสนอบอุ่น ตอนนี้รอบกายผมไม่ใช่พื้นแข็งกระด้างที่บาดผิวนั่นอีกแล้ว แต่เป็นฝูงอันอ่อนนุ่มและกลิ่นหอมละมุนของดอกไม้ ตาของผมกระพริบอย่างช้าช้า บนหัวผมมีผ้าพันอยู่เต็มไปหมดเกะกะชะมัด

“แอ๊......” ตอนนี้ผมอยู่บนที่ที่...สูงสักหน่อย เพราะเมื่อผมมองลงไปด้านล่าง ก็พบพี่ๆน้องๆของผมกำลังคลานไปมาที่พื้นนั่น พี่ครับ ผมจะลงไปเดี๋ยวนี้แหละ

แต่....ผมจะออกไปจากกรงนี่ได้ยังไง.....มันทั้งสูงแล้วก็...เหมือนจะโยกเอนได้ด้วย

ในขณะนี้ผมยังไม่สามารถที่จะยืนได้ ทำได้เพียงใช้มือทั้งสอง.......ใช่แล้ว.....มือ....นี่เป็นสิ่งที่ผมแตกต่างจากพี่ๆน้องๆของผมนิดหน่อย...ผมมือมือที่สามารถหยิบจับสิ่งของได้ นิ้วยาวๆ5นิ้วที่ยื่นออกมานี่ประหลาดชะมัดเลย แถมผมยังไม่มีปุ่มนุ่มๆใต้เท้าเหมือนพวกพี่ๆด้วย ผมนี่เป็นเด็กพิการสินะ....... ผมใช่มือทั้งสอง จับซี่ของกรงนั้น ก่อนจะพยายามพยุงตัวขึ้นก่อนที่....

“ว้าย ตาเถร! เดี๋ยวก็ได้ล้มลงไปหรอก” คุณพี่เลี้ยงในตอนนั้นนี่นา..... เธอเข้ามาแกะผมออกจากลูกกรงนั้น ก่อนจะจับผมแปะลงตรงกลางของกรงทีเป็นเบาะนุ่มๆ

“แอ๊~”ปล่อยผมนะ เรื่องอะไรมาจับขังไว้อย่างนี้ล่ะ ผมจะลงไปหาพวกพี่ๆอ่ะ

วูบหนึ่ง ผมรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง อะไรที่แสนวิเศษกำลังจะใกล้เข้ามา ทำให้ผมหันควับไปที่ประตู

แอ๊ด~ ประตูไม้ค่อยๆถูกเปิดออก

“มีอะไรเหรอจ้ะ เอลลี่ ร้องซะดังเลย”เด็กหญิงคนนั้นนี่นา

“ว้าย~ ฟื้นแล้วเหรอ ยอดเลยๆๆๆๆๆๆ”เธอรีบวิ่งตรงมาที่ผม พร้อมทั้งอุ้มผมขึ้นด้วยมือนุ่มๆนั้น

“ตื่นมาก็พยายามจะปีนออกจาก เปลเลยทีเดียวล่ะค่ะคุณหนู แต่ว่าที่รอดมาได้นี่ปาฏิหาริย์สุดๆเลยนะคะ หลับไปตั้ง3อาทิตย์แท้ๆ คุณหมอยังบอกว่าไม่รอดเล้ย”พี่เลี้ยงคนนี้...ชื่อเอลลี่หรอกเหรอ ชื่อน่ารักน่าชังดีนะ ไม่เข้ากับหน้าตาของป้าแกเล้ย...อ๊ะ ผมคิดดังไปรึปล่าว

“นั่นน่ะสิคะ ตอนแรกชั้นเองก็คิดว่าไม่รอด แต่ไปไปมามาก็เห็นอาการดีขึ้นทุกวันๆ สุดท้ายเธอก็ฟื้นจนได้”เธอดึงผมเข้าไปกอดไว้

“ไม่ได้นะคะคุณหนู เด็กทารกน่ะคออ่อนมาก กอดแบบนั้นเดี๋ยวก็ได้คอเคล็ดกันพอดี อุ้มดีดีสิคะ”

“แบบนี้เหรอ”เธอเปลี่ยนท่าผมเป็นท่าอุ้มเด็กไปซะแล้ว ...ตอนนี้ตาของผมยังมองเห็นได้ไม่ชัดเท่าไร แต่เท่าที่ได้ยินเสียงและเห็นลางๆ เธอเป็นเด็กที่....น่ารักอะไรอย่างนี้ ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตดุจอัญมณีล้ำค่า เส้นผมยาวตรงสีน้ำตาลเข้มนั้นดูงดงามดังเส้นไหม ยิ่งเมื่อเธออยู่ในชุดประโปรงสีฟ้าที่มีระบายสีขาวด้วยแล้ว ในสายตาผมเธอราวกับนางฟ้าน้อยๆเลยทีเดียว หรืออาจจะเพราะว่า....เธอได้เป็นเจ้าของชีวิตผมไปเสียแล้ว

เธอค่อยๆวางผมลงที่พื้น ทันใดนั้นพี่ๆน้องๆของผมต่างก็เข้ามารุมล้อมกันทันที พวกเขาดูโตขึ้นมากตอนนี้เริ่มคลานไปไหนมาไหนได้แม้จะไม่คล่องแคล่ว ตาเห็นได้เลือนรางแต่พวกเรารับรู้กันได้ด้วยกลิ่น......ผมเองก็คิดถึงทุกคนเหมือนกันครับ.....

“คุณหนูคะ ในเมื่อเด็กคนนี้ฟื้นแล้ว ดิชั้นว่าเราน่าจะไปแจ้งตำรวจนะคะ เด็กคนนี้คงจะถูกทิ้งไว้แถวนั้นพอดี แหมพ่อแม่อะไรใจร้ายใจดำกะจะให้สุนัขแม่ลูกอ่อนเลี้ยงเด็กทารกแทนรึไง ใช้อะไรคิดกันแน่นะ”

“........แต่ชั้นว่าไม่นะเอลลี่ ...เอลลี่ไม่ได้สังเกตเหรอเด็กคนนี้น่ะ”เธอค่อยๆคลายผ้าที่พันหัวเล็กๆของผมออกอย่างช้าช้า

“ไม่ใช่มนุษย์หรอกนะ.......”

ทันทีที่ผ้าถูกคลายออกเสียงทุกเสียงในห้องนั้นได้เงียบลงในทันที

“ด.......เด็กคนนี้...........................เด็ก.....ด....เด็กนี่...ป.....ปีศาจ!!!!!!!!!”คุณพี่เลี้ยงเอลลี่ร้องจนสุดเสียง ก่อนที่ร่างของเธอตะล้มตึงลงไป

“เอะ.............แอ๊!!!!! อุแว๊!!!~”เสียงของเธอทำให้ผมตกใจจนร้องออกมา

“อ...โอ๋ๆ ไม่เป็นไรๆ ไม่ร้องน้าๆ .....เธอจะเป็นอะไรก็ช่างเถอะ เอาเป็นว่าหยุดร้องน้า โอ่เอ๊...ชั้นจะเลี้ยงดูเธอเอง ไม่ต้องห่วงน้า ......จะไม่ให้ใครมารังแกเธอแน่ๆ..ชั้นเชื่อว่าเธอจะต้องเติบโตขึ้นเป็นเด็กดีได้แน่ๆ...”เธอค่อยๆดึงผมเข้ามากอดอีกครั้งด้วยอ้อมแขนเล็กๆนั้น


…..
………….
……………………..
หลังจากวันนั้น ผมก็ค่อยๆเติบโตขึ้นใบบ้านหลังนั้น บ้านที่มีเพียงเด็กหญิงที่ทุกคนเรียกว่า คุณหนู กับพี่เลี้ยงวัยกลางคนที่ชื่อเอลลี่ และคนรับใช้อีก2-3คน
ผมโตเร็วมากเมื่อเทียบกับเด็กทารกปรกติ เมื่อผมอายุครบ3เดือน ผมก็....โตเท่ากับเด็ก4ขวบ ..ผมสามารถวิ่งได้และพูดได้บางคำ โดยอาจารย์ที่สอนผมพูด พาผมหัดเดินก็คือ “คุณหนู” ครับ
สำหรับผมที่เกิดมาโดยได้เห็นเธอเป็นภาพแรกที่ฉายขึ้นนั้น เธอเปรียบดังแม่ของผม เธอคือแสงสว่างของผม เธอคือความอบอุ่นของผม เธอคือโลกของผม.......เธอคือ..เจ้าของชีวิตผม

ผมเติบโตขึ้นมาท่ามกลางสายตาหวาดระแวงของคนอื่นๆ เอลล